ลาออกจากงาน ประกันสังคม ต้องทำอย่างไร

ลาออกแล้วประกันสังคมต้องทำอย่างไร

ในฐานะที่เป็นผู้ลาออกจากงานคนหนึ่ง บทความนี้เลยอยากจะเขียนเล่าเรื่องของสิทธิประโยชน์จากประกันสังคมที่เราจ่ายกันไปบ่นกันไปทุกเดือนว่า ทำไมต้องจ่าย จ่ายแพงจัง ไม่จ่ายได้ไหม ทำนองนี้ ก็ยอมรับตามตรงว่าแต่ก่อนผมก็คนหนึ่งล่ะที่คิดแบบนี้ แต่ไหนๆ เราก็เลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นเราก็ควรศึกษาเรื่องนี้บ้าง อย่าเสียสิทธิประโยชน์ให้มันเป็นการเสียหายขาดทุนซ้ำซ้อนกันเข้าไปอีกครับ มาว่ากันว่าหลังจากลาออกแล้ว มีอะไรบ้างที่เราต้องทำกันในเรื่องประกันสังคม

สิ่งที่ต้องทำเกี่ยวกับประกันสังคมหลังจากลาออก

แจ้งประกันสังคม เพื่อรับเงินชดเชยการว่างงาน

เรื่องนี้หลายคนยังไม่รู้ว่าในช่วง 3 เดือนแรกหลังจากลาออก และว่างจากงานประจำ เรามีสิทธิ์ในการได้รับเงินชดเชยสูงสุดที่ 4,500 บาทต่อเดือน (คิดที่ 30% ของค่าเฉลี่ยเงินเดือน และฐานเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 15,000) หมายความว่า เราจะได้เงินค่าชดเชยทั้งสิ้นสูงสุดรวม 13,500 บาท อันนี้สำหรับกรณีการลาออกเองด้วยความสมัครใจ (ใครที่ลาออกไปเริ่มงานที่ใหม่ต่อทันที แบบนี้รับเงินชดเชยไม่ได้นะครับ)

แต่หากเป็นกรณีถูกเลิกจ้าง ก็จะได้ชดเชยที่ 6 เดือน ในอัตรา 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย (ซึ่งไม่เกิน 15,000 เช่นกัน) หมายความว่า เราจะมีสิทธ์ได้รับเงินชดเชยสูงสุดที่ 7,500 บาทต่อเดือน รวม 6 เดือนจะเป็นเงิน 45,000 บาท อ่าาาา คงจะดีไม่น้อยถ้าเรากำลังจะลาออกเอง แล้วบังเอิญนายจ้างบอกเลิกจ้างเราก่อน 5555

ย้ำตัวโตๆ ว่า ใครที่มีโอกาสใช้สิทธิ์นี้ต้องระวังและอย่าลืมว่าจะต้องยื่นเรื่องรับเงินชดเชยภายใน 30 วันนะครับ ถ้าเลยจากนี้ชวดแน่นอน แล้วเรื่องนี้ส่วนใหญ่ HR ก็ไม่ค่อยจะแจ้งผู้ลาออกให้รู้เสียด้วย สำหรับการขอรับเงินชดเชยนั้น อย่างแรกที่จะต้องไปทำก่อนคือ การยื่นเรื่องขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานซึ่งจะต้องเข้าไปที่ลงทะเบียนที่เว็บไซต์กรมการจัดหางานที่ลิงค์ครับ http://empui.doe.go.th

กรมการจัดหางาน

หลักฐานที่ต้องใช้เพื่อขอรับประโยชน์ทดแทน กรณีว่างงาน

1. แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (สปส. 2-01/7)
2. หนังสือรับรองการออกจากงานหรือสำเนาแบบแจ้งการลาออกจากงานของผู้ประกันตนออกจากงานของผู้ประกันตน (สปส. 6 -09) กรณีที่ไม่มีสำเนา สปส.6-09 ก็สามารถไปขึ้นทะเบียนกรณีว่างงานได้
3. หนังสือหรือคำสั่งของนายจ้างให้ออกจากงาน (ถ้ามี)
4. หนังสือรับรองการขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน เนื่องจากเหตุสุดวิสัยกรณีเป็นผู้ประกันตนกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย
5. สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรกซึ่งมีชื่อและเลขที่บัญชีของผู้ประกันตน ผ่าน 11 ธนาคาร ดังนี้

  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)
  •  ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน)
  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน)
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)
  • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน)
  • ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
  • ธนาคารออมสิน
  • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

รายละเอียดสำคัญอื่นๆ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ หลักเกณฑ์การขอรับเงินชดเชยกรณีว่างงาน

หมายเหตุ
1) ผู้ที่มีสิทธ์ได้รับเงินชดเชยว่างงานนี้ จะต้องมีการส่งประกันสังคมมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน
2) ผุ้ที่ลาออกและว่างงานแล้ว ก็ยังมีสิทธิ์ใช้สิทธิต่างๆ ทางประกันสังคมได้ตามปกติต่อไปอีก 6 เดือน ถ้าพ้น 6 เดือนแล้วยังไม่ได้เริ่มงานที่ใหม่ ก็ถือว่าสิทธิ์ต่างๆ ของประกันสังคมได้สิ้นสุดลง ถ้าไม่ยื่นประกันตนเองต่อ แต่ถ้าเราเริ่มงานที่ใหม่ภายใน 6 เดือน และที่ทำงานใหม่ส่งประกันสังคมให้ด้วย สิทธ์ต่างๆ ก็จะกลับมาเหมือนเดิม พร้อมกับนำประกันสังคมที่ใหม่ไปสะสมรวมกับที่ทำงานเดิมให้ด้วย

แล้วถ้าลาออกแบบจะไม่กลับไปทำงานประจำอีกแล้วล่ะ เช่น ไม่อยากทำงานแล้วเพราะบ้านรวย อย่างงี้ 5555 หรือตั้งใจทำงานอิสระไปเลย จะต้องทำอย่างไรกับเงินประกันสังคมที่สะสมมา ?

ถ้าเป็นกรณีแบบนี้ก็มี 2 ทางเลือกให้เลือกแล้วล่ะครับว่าจะเอาอย่างไรคือ

อยู่ในระบบประกันสังคมต่อ

เพื่อที่จะได้ใช้สิทธิ์ต่างๆ เช่นค่า รักษาพยาบาล ทุพพลภาพ เสียชีวิต คลอดบุตร และเงินชราภาพ เป็นต้น สิ่งที่ต้องทำคือการยื่นเรื่องทำประกันตนเอง ในมาตรา 39 ซึ่งจะต้องส่งเงินเข้ากองทุน 432 บาทต่อเดือน โดยรัฐบาลจะช่วยสมทบส่วนหนึ่ง แต่การทำประกันตนก็มีรายละเอียดสำคัญอยู่เล็กน้อยที่จะต้องพิจารณาให้ดีก่อนว่าควรจะทำหรือไม่อย่างไร รายละเอียดมีในช่วงท้ายบทความ แนะนำให้อ่านจนจบจริงๆ นะครับ

ออกจากประกันสังคมไปเลย

ซึ่งแบบนี้เป็นแบบที่ผมเลือกครับ:) เหตุผลค่อยว่ากันอีกที การออกจากประกันสังคมนั้น ไม่ต้องทำอะไรเลย คือแค่เราไม่ยื่นประกันตนต่อก็แค่นั้นแหละครับ ส่วนอนาคตถ้าอีก 3 ปีผ่านไปกลับไปทำงานประจำแล้วนายจ้างยื่นประกันสังคมให้ก็จะกลับไปเข้าระบบอีกที เงินสะสมก็จะกลับไปนับรวมของเดิมอีกครั้ง

ทีนี้พอเราหยุดส่งประกันสังคม เงินที่ค้างสะสมอยู่ที่เราจ่ายไปบ่นไปทุกเดือนจะทำอย่างไรกับมันดี? ยิ่งร้อนเงินอยู่ด้วย 5555 คือตอบคือ ไม่ต้องทำอะไรครับ เพราะมันทำอะไรไม่ได้นะสิ อธิบายย่อๆ แบบนี้นะครับ สมมุติเราจ่ายเต็มแม็กซ์เลยที่ 750 บาทต่อเดือน (ไม่รวมส่วนสมทบของนายจ้าง) โดยหลักการแล้วทาง ปกส (ประกันสังคม) จะหักออก 60%  (450 บาท) เป็นเงินสะสมให้เรายามแก่ เรียกว่า เงินชราภาพ แต่ไอ้เงินชราภาพชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าใช้ตอนแก่ 5555 ดังนั้นเงินนี้จะเอาออกได้ก็ต่อเมื่อมีอายุครับ 55 ปี ดังนั้นก็เลยทำอะไรไม่ได้อย่างที่ว่าแหละครับ

แต่การได้เงินสะสมชราภาพนี้คืนมาก็ยังมีรูปแบบการได้คืนอีก 2 แบบนะครับ ซึ่งจะแตกต่างกันตรงที่มีการส่งเงินสมทบประกันสังคมมาแล้วเป็นเวลานานเท่าไร คือ ถ้าส่งสมทบทั้งหมดไม่เกิน 15 ปี (ไม่ต้องต่อกันได้) กรณีนี้จะได้เป็นบำเหน็จคือให้คืนออกมาทั้งก้อนที่สะสมไว้เลยครับ รวยๆ (ตอนแก่นะ) แต่ถ้าสมทบมามากกว่า 15 ปีแล้ว จะได้เงินกลับมาในรูปแบบบำนาญคือจ่ายเป็นรายเดือนทุกเดือนนั่นเอง แบบบำนาญนี่ก็อาจจะดีนะครับ ถ้าเรามีอายุยืนสัก 200 ปี ฮาาาา

ขออนุญาติสมมุติให้เห็นภาพความรวยกันครับ สมมุติผมส่งสมทบมา 14 ปีที่ 750 บาทต่อเดือนตั้งแต่ปีแรก (เงินสะสมชราภาพ 450 บาท) เงินที่ผมได้จะเท่ากับ 450 บาท คูณด้วยจำนวนเดือนทั้งหมดใน 14 ปี และรวมส่วนที่นายจ้างสมทบให้เท่ากันตามกฏหมาย ก็ออกมาเป็นจำนวนคร่าวๆ 151,200 ไม่รวมผลประโยชน์อื่นอีกเล็กน้อยที่ประกันสังคมกำหนดไว้

แต่ถ้าผมส่งสมทบมาแล้ว 20 ปี ก็จะได้เป็นเงินบำนาญแทน โดยจะให้บำนาญขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 20% ของเงินเดือนเฉลี่ยย้อนหลัง 60 เดือน (ฐานสูงสุดที่ 15,000 บาท) และจะบวกเพิ่มอีก 1.5% ต่อปีที่ส่งสมทบเกิน 15 ปี เช่นกรณีนี้ ส่งเกิน 15 ปี มาอีก 5 ปีก็จะได้ % เพิ่มขึ้นอีก 1.5% x 5 = 7.5% รวมเป็นบำนาญต่อเดือนที่ 27.5% ของเงินเดือนเฉลี่ยย้อนหลัง ถ้าคิดที่เงินเดือน 15,000 บาทต่อเดือน บำนาญที่เราจะได้ต่อเดือนก็จะเท่ากับ 15,000 x 27.5% = 4,125 บาทต่อเดือน

ถ้าเราอายุยืนไปสัก 80 ปี เงินบำนาญรวมที่จะได้ก็จะเท่ากับ 1,237,500 บาท โอ้วววววววว แต่… อย่าเพิ่งดีใจ เพราะจริงๆ แล้วเราได้เป็นเดือนนะครับ คิดดูว่า ตอนอายุ 80 เงิน 4,125 จะทำอะไรได้บ้างน้า ตอนนั้นข้าวแกงอาจจะจานละ 200 บาทไปแล้ว – -”

ใครอยากตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับประกันสังคมทั้งหมดของตัวเอง เช่น ยื่นมากี่ปีแล้ว ครบ 15 ปีหรือยัง สามารถไปลงทะเบียน และ Login ตรวจสอบได้จากเว็บนี้ครับ ตรวจสอบสิทธิ์ประกันสังคม

สำนักงานประกันสังคม

แล้วทำไมผมถึงเลือกออกจากประกันสังคม?

1. ผมไม่ได้ใช้สิทธิ์ประกันสังคมเลย ยกเว้นค่าทำฟันซึ่งน้อยมาก ส่วนใหญ่ก็ใช้ประกันชีวิต ประกันสุขภาพที่ทำเองอยู่แล้ว ส่วนใครที่ไม่มีประกันสุขภาพที่ทำไว้เอง และคิดว่าต้องใช้สิทธิทางประกันสังคมค่ารักษาพยาบาลและอื่นๆ ก็ไม่ควรออกจากประกันสังคมนะครับ

2. ผมไม่เลือกที่จะส่งประกันตน ตามมาตรา 39 ด้วย เพราะตามข้อหนึ่งผมแทบไม่ได้ใช้สิทธ์ประกันสังคมเลย แล้วประกันตนเองนั้นมีจุดที่หลายคนไม่รู้ว่าทำให้เสียผลประโยชน์ได้ด้วย คือ มาตรา 39 นั้นจะคิดที่ฐานเงินดือนสูงสุดแค่ 4,800 บาทเท่านั้น (ถ้าเรายื่นสมทบประกันตนไปจนครบ 60 เดือน) ไม่ใช่ 15,000 ตามมาตรา 33 ที่บริษัทนายจ้างยื่นให้เรา เวรรรรรร ดังนั้น 27.5% ตามตัวอย่างเงินบำนาญที่ผมทำให้ดูนั้น จะไม่ได้คูณกับ 15,000 แล้ว แต่จะคูณ 4,800 แทน ซวยสิครับ แทนที่จะได้บำนาญ 4,125 บาทต่อเดือน(ตามตัวอย่างการคำนวณ) จะเหลือเพียง 1,320 บาทต่อเดือนเท่านั้น!โอ้วโน่วววว อันนี้น่ากลัวมาก ใครไม่เข้าใจนี่พลาดไปแย่เลยละครับ ดังนั้นผมก็เลยไม่ยื่นประกันตนเองไงครับ เพราะผมเข้าข่ายได้เงินเป็นบำนาญไปแล้วคือส่งครบ 15 ปี – -” (แก่ชิป) แต่ถ้าใครคิดว่าลาออกมาสักปีหนึ่งแล้วจะกลับไปทำงานประจำ แบบนี้จะยื่นประกันตนเองก็ได้นะครับ ก็จะได้ใช้สิทธิ์ได้อยู่ เพราะการที่เรายื่นผสมมาตรา 33 และ 39 ก็ทำได้ครับ ขอแค่ว่า 60 เดือนสุดท้ายเป็นการยื่นแบบมาตรา 33 ก็จะได้สิทธ์ที่ฐานเงินเดือนคำนวน 15,000 (เงินเดือนเฉลี่ยย้อนหลัง 60 เดือนมากกว่า 15,000)

3. ถ้าอีก 5 ปี สมมุติผมกลับเข้าทำงานประจำ ผมก็สามารถสมทบเข้ากองทุนได้เหมือนเดิมเลย และนายจ้างก็จะส่งสมทบให้ในมาตรา 33 ซึ่งผมก็จะได้สิทธิฐานเงินเดือน 15,000 ในการคำนวน ไม่ใช่ 4,800 บาทในมาตรา 39 แต่ในระหว่าง 5 ปีนี้ผมก็จะใช้สิทธิ์ประโยชน์ทางประกันสังคมไม่ได้นะครับ ซึ่งผมเองไม่ซีเรียส

โดยสรุปคือ การส่งประกันตนเองนี่เป็นเรื่องที่ต้องคิดให้ดีนะครับสำหรับคนที่ตั้งใจจะลาออกจากงานประจำอย่างถาวรแน่ๆ ถ้าไม่คิดว่าจะได้ใช้สิทธิ์ประกันสังคมอย่างเต็มที่จริงแล้ว อาจจะไม่คุ้มก็ได้ ส่วนใครที่ลาออกมาแค่ชั่วคราวและคิดว่ายังไงก็จะกลับไปทำงานประจำ อย่างนี้จะยื่นประกันตนเพื่อรักษาสิทธิ์ต่างๆ ไว้ก่อนก็ทำได้เช่นกัน เรื่องนี้คงต้องพิจารณาและตัดสินใจกันเอาเองครับ

Leave a Reply