Google Analytics ทำงานอย่างไร

การเข้าใจระบบการทำงานของ Google analytics เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้สามารถศึกษาเรียนรู้ต่อไปได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ดังนั้นหากใครยังไม่เข้าใจระบบการทำงานของ Google Analytics ขอให้ใช้เวลาสักเล็กน้อยอ่านบทความสั้นๆ นี้ให้จบนะครับgoogle-analytics-process

Google Analytics แบ่งระบบการทำงานออกเป็น 4 ส่วนหลักดังนี้

  1. Collection
    คือการเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานเว็บไซต์ mobile app หรืออื่นๆ โดยผ่านการทำงานของ javascript code ที่ติดตั้งในทุก pages ของเว็บไซต์ โดยทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนหน้าเพจ จาวาสคริปต์จะอ่าน/เขียนข้อมูลใน cookie ในเครื่องของยูสเซอร์ แล้วทำการส่งข้อมูลไปเก็บที่เซิร์ฟเวอร์ของ google เช่น ข้อมูลของแหล่งมาของการเข้าสู่เว็บไซต์ ข้อมูลเกี่ยวกับ location, web browser, devices รวมถึงพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนหน้าที่เข้าชม เวลาอยู่หน้าแต่ละหน้า เป็นต้น
  2. Processing
    คือขบวนการในการจัดกลุ่มข้อมูลดิบให้อยู่ในรูปแบบที่เป็นระบบสามารถนำข้อมูลไปใช้งานในการแสดงรีพอร์ทได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพกว่าการอ่านข้อมูลดิบที่เก็บได้จากขั้นตอนแรก เช่น การจัดเก็บข้อมูลแยกออกเป็นกลุ่มที่ใช้ desktop, mobile, new user, returning visitor, ประเทศ หรือตามชนิดของ browsers เป็นต้น
  3. Configuration
    เป็นขั้นตอนสำคัญที่เกิดขึ้นระหว่างการ processing เช่นการฟิลเตอร์ข้อมูลที่มี IP address ที่เป็นไอพีภายในบริษัทออก ซึ่งจะต้องมีการเซ็ตอัพและกำหนดค่าไว้ในส่วน admin ก่อน หลังจากที่ข้อมูลดิบผ่านการ processing และ configuration แล้ว ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บลงในดาต้าเบสเพื่อใช้ในการทำรีพอร์ทต่อไป
    ***สำคัญมาก! หลังจากที่เก็บข้อมูลในดาต้าเบสแล้วจะไม่สามารถแก้ไขได้อีกต่อไป ดังนั้นการ Configuration และสร้างฟิลเตอร์ต่างๆ ควรมีการทดสอบใน view(profile) ที่สร้างขึ้นเพื่อการทดสอบโดยเฉพาะ ก่อนจะใช้กับ view หลักในการดูรีพอร์ท
  4. Reporting
    คือขบวนการในการดึงข้อมูลจากดาต้าเบสตาม account ของ Google Analytics ออกมาแสดงในรูปแบบที่เข้าใจได้ง่าย สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหน้าตาของรีพอร์ทก็จะแสดงอย่างที่เราเห็นกันใน Google Analytics นั่นแหละครับ

หากเข้าใจพื้นฐานระบบการทำงานของ Google Analytics เบื้องต้นแล้ว แนะนำให้อ่าน คำศัพท์พื้นฐานที่ต้องรู้จักใน Google Analytics ต่อไปนะครับ

ติด google analytics tracking code เพื่อเก็บข้อมูลเฉพาะ sub-directory

* บทความนี้สำหรับ tracking code แบบ classic code (ga.js)

วันนี้ได้รับโจทย์มาข้อหนึ่งว่า ถ้าจะทำ micro site เล็กๆ เพื่อโปรโมทแคมเปญพิเศษหรือโปรเจคท์พิเศษภายใต้เว็บไซต์หลักของบริษัทต้องทำอย่างไรที่จะวัดผลแยกเฉพาะแคมเปญได้อย่างถูกต้อง ข้อมูลต่างๆ ระหว่างเว็บหลักและ micro site นี้ไม่ปะปนกัน

ตามปกติแล้ว เวลาที่จะทำโปรเจคท์พิเศษที่มี micro site (สมมุติชื่อว่าโปรเจค ABC) URL ของเว็บมักจะมีให้เลือกอยู่ 2 แนวทางคือหนึ่ง รูปแบบของ sub domain เช่น ABC.mysite.com หรืออีกรูปแบบหนึ่งคือ sub directory เช่น mysite.com/ABC ซึ่งการจัดแยกเก็บข้อมูลของโปรเจคท์ออกจากเว็บหลักนั้น ทั้งสองรูปแบบมีวิธีการที่ต่างกัน แต่แบบแรกจะทำได้ง่ายกว่า เนื่องจาก google analytics ถือว่า sub domain เป็นอีก domain ที่แยกออกจาก domain หลักอยู่แล้วจะไม่มีการเก็บข้อมูลรวมกัน ดังนั้นเพียงแค่สร้าง property อีก property หนึ่งเพื่อเอา tracking code ชุดใหม่ไปติดที่เพจต่างๆ ภายใต้ sub domain เท่านั้นเอง ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรเลือก URL แบบ sub domain จะทำงานได้ง่ายกว่า แต่หากมีความจำเป็นต้องเลือกแบบ sub directory ก็อาจจะยุ่งยากกว่า และจะต้องอาศัยโปรแกรมเมอร์ช่วยในการแก้ไข tracking code เล็กน้อยโดยจะต้องสร้างอีกหนึ่ง property เพื่อแยกเก็บข้อมูลออกจากเว็บหลัก แล้วเพิ่มคำสั่ง _setCookiePath() ไว้ใน tracking code ชุดที่สร้างขึ้นใหม่ตามตัวอย่างด้านล่าง

var _gaq = _gaq || [];
_gaq.push([‘_setAccount’, ‘UA-12345-1’]);
_gaq.push([‘_setCookiePath’, ‘/ABC’]);
_gaq.push([‘_trackPageview’]);

แล้วนำ code นี้ไปติดในเพจของโปรเจค ABC ทั้งหมด การทำเช่นนี้จะเป็นการบอกให้ google analytics สร้างชุด cookies ขึ้นมาอีกชุดนี้สำหรับโปรเจคท์นี้แยกออกจาก cookies ของเว็บไซต์หลัก(mysite.com) และมีการเก็บข้อมูล visitor และ campaign แยกออกจากัน และทำให้การวัดผลมีความถูกต้องอย่างแท้จริง

*** วิธีการหนึ่งที่อาจใช้อย่างไม่ถูกต้องนักสำหรับการวัดผลโปรเจคท์ลักษณะนี้คือ การสร้าง include filter ใน view(profile) เพื่อฟิลเตอร์ให้แสดงเฉพาะข้อมูลของ sub-directory ที่ต้องการโดยไม่มีการใช้ฟังชั่น _setCookiePath() การใช้วิธีการนี้จะให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากข้อมูลของ cookie และ session จะมีการ share กันกับเพจอื่นที่อยู่ภายนอก sub-directory ของโปรเจคท์ ซึ่งทำให้ข้อมูลบางอย่าง เช่น visit duration, pageviews per visit, new and returning, number of visits คลาดเคลื่อนได้

reference: https://developers.google.com/analytics/devguides/collection/gajs/gaTrackingSite#singleSubDirectory

ขั้นตอนการทำ Auto tagging เพื่อวัดผล traffic จาก GDN ได้ถูกต้อง

ใครที่เคยดูรีพอร์ท channels ใน acquisition จะพบว่ามีแชนแนลหนึ่งที่เรียกว่า display ในแชลแนลนี้จะเป็นแชลแนลที่เก็บข้อมูลจำนวน visits ทั้งหมดที่มาจากการซื้อโฆษณาชนิด GDN (google display network) ถ้าใครไม่เข้าใจให้นึกถึงแบนเนอร์ที่มีข้อความสั้นๆ ว่า sponsored ad เวลาที่เข้าไปตามเว็บไซต์ต่างๆ (ที่เป็น partner กับ google)

ปัญหาที่หลายคนอาจจะพบก็คือ traffic ที่มาจาก GDN ไปตกอยู่ในแชนแนล Referral โดยมี source เป็น “googleads.g.doubleclick.net” คำถามคือ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น และจะมีวิธีการแก้ไขอย่างไรเพื่อให้การวัดผลตาม channel ถูกต้องมากที่สุด

แก้ไข 5/03/14 : ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นคือ traffic ที่มาจาก GDN ที่แสดงในแชนแนล display นี้ แสดง source เป็น “google” หรือบางครั้งอาจพบว่าถูกนำไปรวมเข้ากับ direct channel ซึ่งทำให้ไม่สามารถแยกแยะ campaign GDN ได้ ซึ่งถ้าหากดูที่ campaign ใน secondary dimension เราจะพบว่ามันแสดงเป็น “(not set)”

ทำไม traffic ที่มาจาก GDN ไปตกอยู่ในแชนแนล Referral แสดง campaign เป็น (not set)?
นั่นเป็นเพราะยังไม่มีการสร้าง auto-tagging เชื่อมระหว่าง account ของ analytics และ adwords ดังนั้น analytics ยังมองว่า traffic นั้นมาจาก “เว็บ” ที่แบนเนอร์โฆษณานั้นไปแสดงอยู่ เมื่อมาจาก “เว็บ” มันจึงกลายเป็น referral  จะไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็น traffic จาก campaign อะไร

วิธีการแก้ไขคือให้ทำการเชื่อมโยง account analytics และ adwords วิธีการโดยสรุปอย่างย่อมีดังนี้

  1. สร้าง mail account ที่มีสิทธิ์ระดับ admin ของทั้งฝั่ง analytics และฝั่ง adwords โดยจะต้องเป็น mail account เดียวกันเท่านั้น (ถ้าใช้เมล์ตัวเดียวกันทั้งสองบริการอยู่แล้วก็สามารถข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลย)
  2. เปิด google analytic แล้ว login ด้วยเมล์ที่มีสิทธิ์ admin ของทั้งสองบริการ
  3. คลิ้ก admin ที่ด้านขวาบนของหน้าเว็บ analytics
  4. ในส่วนของ Property ให้เลือก Property ที่ต้องการเชื่อมกับ adwords
  5. คลิ้ก Adwords Linking แล้วคลิ้กที่ +new link
  6. เลือก account adwords ที่ต้องการเชื่อมโยง คลิ้ก next step แล้วเลือก view ใน analytics ที่ต้องการแสดงข้อมูลจาก adwords
    ***สามารถเลือกได้ทุก view หรือ view ใด view หนึ่งก็ได้
  7. คลิ้ก link account เท่านั้นระบบ auto-tagging ก็พร้อมทำงาน

*** เพื่อให้แน่ใจว่า auto-tagging สามารถทำงานได้แล้ว ให้เข้าไปดูใน account adwords>account setting>preferences


ข้อดีของการทำ auto-tagging

  • ข้อมูล traffic จาก google display network จะถูกจัดเก็บได้อย่างถูกต้องในแชนแนล display ไม่ใช่ referral และข้อมูลจาก google search network จะจัดเก็บอย่างถูกต้องใน paid search
  • ในรีพอร์ทของ adwords จะสามารถดูข้อมูลบางอย่างของ analytic ได้เช่น bounce rate, pages/visit, visit duration, goals, eCommerce, etc. ***
  • สามารถสร้าง remarketing list ได้โดยตรงจาก analytics
  • สามารถดูรีพอร์ท adwords ได้โดยตรงจาก analytics

ลองทำตามดูนะครับ เป็นประโยชน์มากสำหรับเว็บที่มีการซื้อโฆษณาจาก google 🙂

*** การเชื่อมโยง account ระหว่าง analytics และ adwords จะมีลักษณะเป็น one-way เท่านั้นครับ (ควรเริ่มเซ็ตจากฝั่ง analytics ก่อน)  ตามขั้นตอนที่แสดงไว้เป็นการเซ็ตจากฝั่ง analytics เพื่อดึงข้อมูลจาก adwords มาแสดง ดังนั้นถ้าต้องการให้แสดงข้อมูล analytics ใน adwords ต้องทำการเซ็ตจากฝั่ง adwords อีกครั้งหนึ่ง โดย login เข้าไปที่ adwords ภายใต้เมนู My account เลือก linked account แล้วเลือก account analytics และ view ที่ต้องการเชื่่อมโยงเท่านั้นก็เสร็จเรียบร้อย (จะสามารถเลือกได้เฉพาะ account ที่ลิงค์มาจากฝั่ง analytics เท่านั้น และเลือกได้เพียง 1 view/account property) ส่วนการดึงข้อมูล goals และ e-commerce จะมีขั้นตอนเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยคือ ให้เลือกเมนู conversions ภายใต้เมนู tools & analysis เลือก import goals ที่ต้องการแสดงใน adwords เข้ามา
ปล. อย่าลืมทำการ customize column ด้วยนะครับ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่เห็นข้อมูลแสดงในรีพอร์ท

***
traffic ที่มาจากการคลิ้ก adwords campaign ที่มีการทำ auto tagging จะเห็นได้เฉพาะใน view ที่มีการเชื่อมโยง account analytics และ adwords เข้าด้วยกันเท่านั้น ถ้าหากดูใน view ที่ไม่มีการเชื่อมโยง จะไม่สามารถระบุแหล่งที่มาของ traffic จาก click นั้นได้ทั้งใน campaign report, adwords campaign report และ channel report

Google Analytics คืออะไร มาเรียนรู้ประโยชน์จากการใช้งาน และวิธีการติดตั้ง

google-analytics

Google Analytics คือ เครื่องมือให้ใช้ฟรีของ Google ที่ช่วยเจ้าของเว็บไซต์ในการเก็บข้อมูลผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ เพื่อที่จะนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ปรับปรุงในส่วนงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำการตลาด การซื้อโฆษณา การปรับเปลี่ยนเว็บไซต์ และการหาสิ่งที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์สนใจ เช่น สินค้า บริการ รวมถึงเนื้อหาต่างบนเว็บไซต์ของเรา กล่าวโดยสรุปก็คือ Google Analytics เป็นเครื่องมือช่วยในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลที่จะทำให้เราทราบถึงปัญหาหรือโอกาสที่มีอยู่ และสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจ เพื่อจะทำให้ธุรกิจเติบโตและมียอดขายเพิ่มขึ้นนั่นเอง

สิ่งที่ Google Analytics เก็บข้อมูลให้เรานั้น เรียกได้ว่าเก็บทุกอย่างที่เราจำเป็นต้องใช้งานอยู่แล้ว ซึ่งหลายอย่างก็เป็นเรื่องเทคนิคอลเกินไปที่จะพูดถึง แต่ขอสรุปเฉพาะส่วนที่สำคัญและเป็นประโยชน์กับเจ้าของเว็บไซต์ส่วนใหญ่ไว้ดังนี้

  • Google Analytics จะเก็บข้อมูลลูกค้าที่เข้ามาที่เว็บไซต์ว่ามาจากการโฆษณาและการทำการตลาดผ่านสื่อชนิดใด เช่นมาจากโพสต์บน facebook fan page, email, หรือมาจากการค้นหาใน Google Search ซึ่งทำให้เราทราบว่าช่องทางใดเป็นช่องทางที่ดีที่สุดในการเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ เป็นต้น
  • Google Analytics สามารถที่จะเก็บยอดขายที่เกิดขึ้นจากการเข้าเว็บไซต์จากช่องทางต่างๆ เมื่อนำมาคำนวณรวมกับต้นทุนค่าโฆษณาแล้ว จะทำให้เราทราบว่าช่องทางใดเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพ มีความคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไปมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของยอดขายที่เกิดขึ้น จำนวนการสั่งซื้อ หรือแม้แต่การสมัครสมาชิก ซึ่งจะทำให้เราสามารถกำหนดงบประมาณในการใช้สื่อชนิดต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Google Analytics ยังสามารถบอกได้ว่า คนที่เข้ามาที่เว็บไซต์นั้นเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง มีอายุประมาณเท่าใด ข้อมูลนี้จะทำให้เราทราบว่าใครเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่สร้างยอดขายมากที่สุด ใครเป็นกลุ่มที่เราต้องให้ความสนใจมากขึ้น
  • ในแง่ของพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ Google Analytics จะให้ข้อมูลในเรื่องของจำนวนหน้าเว็บที่เข้าดู เวลาที่ใช้อยู่บนเว็บไซต์ และที่สำคัญที่สุดก็คือข้อมูลที่จะบอกเราว่า ผู้ที่เข้ามาที่เว็บไซต์ได้ซื้อสินค้ากับเราหรือไม่ อะไรขายดี อะไรขายไม่ได้ ซึ่งข้อมูลต่างๆ ที่กล่าวมานี้จะถูกประมวลผลและแสดงออกมาในรูปแบบของรายงานที่อ่านเข้าใจได้ง่าย สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพได้ทันทีนั่นเอง

Continue reading