เรียนใช้งาน Google Data Studio ด้วยตัวเอง ตอนที่ 2

หลังจากที่เคยเขียนบทความใช้งาน Google Data Studio ตอนที่ 1 ไปเมื่อปลายเดือนก่อน ตอนนี้ได้เวลาเขียนตอนที่สองกันเสียที ตอนที่ 2 ของเนื้อหาแบบเวิร์คช้อปนี้ เป็นการเวิร์คช้อปต่อจากตอนแรก ดังนั้นใครที่ยังไม่เคยฝึกทำในตอนแรก ถ้าจะทำตามเนื้อหาในตอนที่ 2 นี้ต่อเลยคงจะทำไม่ได้ แนะนำให้กลับไปอ่านและทำรีพอร์ทตามเนื้อหาในตอนที่ 1 ก่อนจากลิงค์นี้ครับ สอนใช้งาน Google Data Studio ตอนที่ 1 สำหรับผู้เริ่มต้น

ใครที่ทำตอนที่ 1 ไว้แล้วให้ log in เข้าไปที่ datastudio.google.com แล้วคลิ้กไปที่รีพอร์ทที่เราเคยสร้างกันไว้นะครับ รีพอร์ทล่าสุดที่เราสร้างไว้หน้าตาจะประมาณภาพด้านล่างนี้ ซึ่งจะเป็น Bar Chart รีพอร์ทดึงข้อมูล Session จาก Google Analytics มาแสดง โดยมีการ ​Compare จำนวน Session แต่ละเดือนเทียบกันระหว่างปี 2019 และ 2018 ยังจำกันได้ใช่ไหมครับ 🙂

bar-chart-yoy-comparison Continue reading

Micro Conversion เป้าหมายเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้าม

micro-conversions

อาทิตย์ก่อนผมมีโอกาสไปบรรยายเรื่อง Google Analytics ให้กับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง โจทย์ค่อนข้างชัดเจนว่าอยากให้บรรยายเรื่องนี้ให้กลุ่มคนฟังที่เป็น Product Manager และทีม UX/UI ในการใช้ประโยชน์จาก Google Analytics ประเด็นสำคัญมากที่ตั้งใจจะไปพูด และพยายามจะสื่อสารออกไปนั่นก็คือเรื่อง ‘Micro Conversion

คนที่ทำงานด้านนี้ หรือติดตามบล็อกนี้ คงจะได้อ่านได้ฟังคำว่า “Conversion” กันมานานมากแล้ว และส่วนใหญ่ก็มักจะเข้าใจ คิดว่า และเห็นภาพว่า Conversion คือ เป้าหมายที่ธุรกิจต้องการให้เกิดขึ้นมากที่สุด เช่น การเกิด Transaction การกรอก Lead หรืออะไรก็ตามที่ส่งผลโดยตรงต่อยอดขายและการเติบโตของธุรกิจ ดังนั้นการวัดผลการทำงานก็จะมุ่งเน้นไปที่เรื่อง Conversion เหล่านี้เป็นหลัก ซึ่ง Conversion ลักษณะนี้ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องเลยก็ต้องเรียกว่า Macro Conversion (ไม่ใช่ Micro Conversion ที่ผมไปบรรยาย) Continue reading

สอนใช้งาน Google Data Studio ตอนที่ 1 สำหรับผู้เริ่มต้น

google-data-studio-login

เราต่างรู้ว่า ‘ข้อมูล’ เป็นสิ่งสำคัญและมีประโยชน์กับการแข่งขันทางธุรกิจ และเราก็รู้ว่าจะต้องพยายามเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด เพราะยิ่งข้อมูลมากก็จะทำให้เราตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำขึ้น แต่ปัญหาอย่างหนึ่งของการนำเอาข้อมูลจำนวนมากวิเคราะห์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หรือจะเอามาทำเป็น Dashboard ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกัน ดังนั้นทุกวันนี้จึงมีเครื่องมือมากมายในการแปลงข้อมูลออกมาเป็นกราฟรูปแบบต่างๆ ที่ทำให้การอ่านทำความเข้าใจข้อมูลง่ายขึ้น ซึ่งก็มีทั้งแบบเสียค่าใช้จ่าย และแบบที่สามารถใช้งานได้ฟรี ความสามารถก็แตกต่างกันไป แต่เครื่องมือหนึ่งที่ผมคิดว่าดี ฟรี ใช้งานง่าย และสามารถต่อเข้ากับข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบด้วยขั้นตอนที่ง่ายมากนั้น ก็คือ Google Data Studio ยิ่งโดยเฉพาะคนที่ใช้เครื่องมือของ Google อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Analytics, Google Ads, หรือ Google Search Console ยิ่งง่ายและสะดวกมาก ผมเองช่วงนี้ก็ต้องใช้ตลอดเวลา เพราะว่าต้องไปคอนซัลท์อาทิตย์ละสองสามวัน (อันนี้เป็นเหตุผลว่าทำไมไม่ค่อยได้อัพเดทบทความ – -“) ซึ่งการใช้ Data Studio นั้นช่วยลดเวลาการเตรียมข้อมูล และการทำพรีเซนต์ไปได้มากเลยทีเดียว บทความนี้เป็นบทความตอนที่หนึ่งที่จะเน้นเนื้อหาในเชิงปฏิบัติ ใครที่สนใจเรื่อง Data Studio และการสร้างรีพอร์ท ทำ Data Visulization กดติดตามเพจ หรือแอดเฟรนด์ได้เลยนะครับ บทความอื่นๆ ถัดจากนี้ไปจะเน้นเรื่อง Data Studio และ Google Analytics มากกว่าเนื้อหาส่วนอื่น Continue reading

Subdomain vs Subdirectory อะไรดีกับ SEO มากกว่ากัน

subdomain vs subdirectory

เรื่องการทำ SEO นั้น มีหลายครั้งที่เราจะต้องเจอกับเรื่องยากๆ ที่ต้องตัดสินใจ และในหลายกรณีก็เป็นเรื่องที่ชวนให้สงสัยอยู่เหมือนกันว่าควรต้องตัดสินใจอย่างไร ทางเลือกใดเป็นทางเลือกที่ดีต่อ SEO มากที่สุด คำถามหนึ่งที่หลายคนสงสัยและเป็นคำถามที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในกลุ่มคนที่ทำ SEO ก็คือ ในกรณีที่เราต้องขึ้นหมวดหมู่ใหม่ในเว็บไซต์ ระหว่าง Subdomain และ Subdirectory เราควรเลือกใช้แบบไหนดี? และคนที่น่าจะรู้เรื่องนี้ และให้คำตอบได้ดีที่สุดก็คงต้องเป็นคนของ Google เองนั่นแหละครับ ถ้าให้ตอบอย่างสั้นๆ เลยก็คือ Google ให้ความสำคัญกับทั้งสองส่ิงนี้เท่ากัน หมายความว่า Google จัดอันดับ URL ที่เป็น Subdomain และ Subdirectory ด้วยวิธีการเดียวกัน วิดีโอสั้นๆ นี้เป็นคำยืนยันจาก John Mueller ผ่านทาง Youtube Channel ของ Google Webmaster

ที่ผ่านมา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการถกกันอยู่พอสมควร และอาจจะมีบางคนที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งก็อาจจะมาจากประสบการณ์ที่เคยทำมา หรืออะไรก็แล้วแต่ (แต่อย่าลืมว่า SEO ไม่ได้มีแค่ปัจจัยเรื่อง Subdomain หรือ Subdirectory นะครับ) และเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ searchenginejournal.com สรุปเนื้อหาไว้ค่อนข้างดี และผมเองอ่านแล้วก็ค่อนข้างเห็นด้วย ก็เลยยกเนื้อหามาสรุปสั้นๆ ให้เข้าใจกันอีกที ว่าจริงๆ แล้วเราควรต้องเลือกใช้อะไร ในกรณีไหน ระหว่าง Subdomain และ Subdirectory

กรณีไหนที่เราควรเลือกใช้ Subdomain

ตัวอย่างที่ดีในการเลือกใช้ Subdomain ก็คือเว็บไซต์ของ Disney.com ซึ่งเราจะพบว่า Disney แยก Subdomain เป็น princess.disney.com, cars.disney.com, movies.disney.com, musics.disney.com และอื่นๆ ซึ่งการใช้ Subdomain จะถูกใช้เพื่อทำการตลาดและระบุถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจนมาก เช่น Princess.disney.com ก็จะเป็นกลุ่มเด็กผู้หญิง หรือ Cars.disney.com ก็จะเน้นไปที่เด็กผู้ชายที่ชอบรถยนต์เป็นหลัก พูดง่ายๆ ก็คือ Subdomain ในกรณีนี้ถูกใช้เพื่อแบ่งประเภทเนื้อหา การทำการตลาด และการบริหารจัดการที่คิดในลักษณะแยก “ธุรกิจ” นั่นเอง ในขณะเดียวกันในมุมมองของ User ก็ค่อนข้างจะเคลียร์กว่า ว่ากำลังดูเนื้อหาในหมวดหมู่ไหน

ข้อดีของการแบ่ง Subdomain ในลักษณะนี้ก็คือ เนื้อหาภายใต้ Subdomain จะเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมดเพราะถูกแบ่งไว้แต่แรกแล้ว พอเนื้อหาชัดเจน โดยหลักการโอกาสที่ถูกจัด Ranking ในเนื้อหาประเภทนั้นๆ ก็จะสูงขึ้น และที่สำคัญก็คือ Backlink ที่จะเชื่อมโยงเข้ามาหาแต่ละ Subdomain ก็จะเป็น Backlink ที่ดี มีความเฉพาะเจาะจงกว่า ยกตัวอย่างง่ายๆ ให้เห็นภาพก็คือ เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับเด็กผู้หญิงก็น่าจะสร้างลิงค์เข้ามาหาที่ Princess.disney.com ได้ตรงๆ นี่เป็นการแบ่งประเภท Backlinks ได้อย่างดีทีเดียว และทำให้ Subdomain นี้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าดีกว่าการลิงค์มาที่เว็บไซต์ที่รวมเนื้อหาหลากหลายทุกประเภทเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งผู้ใหญ่ เด็ก ชาย หญิง ประเภทของหนัง และบริการอื่นๆ

กรณีไหนที่เราควรเลือกใช้ Subdirectory

โดยปกติธุรกิจทั่วไปคงจะไม่เหมือน Disney.com อยู่แล้วที่มีธุรกิจมากมาย และการใช้ Subdomain ดูเป็นวิธีที่ดีและเหมาะสม ที่สำคัญเลยระดับบริษัท Disney แน่นอนว่าเค้ามีคนพร้อมที่จะบริหารจัดการ Subdomain จำนวนมากได้สบายอยู่แล้ว ที่พูดเช่นนี้เพราะการเลือกใช้ Subdomain นั้นมีงานงอกที่ต้องทำเพิ่มขึ้นอีกหลายประการ เพราะ Google มองแต่ละ Subdomain เป็น 1 เว็บไซต์ (1 identiy) ยกตัวอย่างเช่น การติดตั้ง Google Search Console ก็จะต้องทำแยกกันทีละ Subdomain หรือการติดตั้ง Google Analytics ก็เช่นกัน หากเราต้องการดูข้อมูลแยก Subdomian เราก็ต้องทำการติดตั้ง Code แยกกัน หรือหากใช้ Code ชุดเดียวกันก็ต้องทำการสร้าง filter อีก ดังนั้นโดยทั่วไปแล้ว ถ้าบริษัทที่ไม่ได้มีธุรกิจภายใต้ที่หลากหลายก็แนะนำว่าใช้เป็น Subdirectory จะง่ายและสะดวกกว่ามากๆ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการบริหารจัดการ Subdomain และเอาเวลาไปโฟกัสเรื่อง SEO ได้เต็มที่กว่า

บทสรุป

Google ไม่ได้สนใจว่ากำลังจัด Ranking ให้ Subdomain หรือ Subdirectory เพราะ Google จัดการสองสิ่งนี้ด้วยกลไกแบบเดียวกัน ในวิดีโอ John Mueller ก็ย้ำไว้ด้วยว่า เลือกแบบไหนก็ได้ที่การ Setup ทำได้ง่าย และควรเป็นวิธีการที่จะใช้ได้ในยาวๆ ที่เหลือปล่อยเป็นหน้าที่ของ Google ดังนั้นการจะเลือกใช้แบบไหน ก็ขอให้เลือกตามวัตถุประสงค์ที่เหมาะสม ถ้าคิดว่า ธุรกิจมีหลากหลาย และต้องการบริหารจัดการแยกกันทั้งในเรื่องการตลาด และการสร้าง Link Value ก็สามารถใช้ Subdomain ได้เลย แต่ถ้าคิดว่าไม่พร้อมในการจัดการ Subdomain เยอะๆ เลือก Subdirectory ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่น่าจะดีกว่า

Happy Optimization 🙂

ติดตั้ง Site Kit สุดยอด WordPress Plugin จาก Google

Site-kit-google-plugin-for-wordpress ในที่สุด WordPress Plugin อย่างเป็นทางการของ Google ก็ออกมาให้ใช้งานกันได้เสียที จากที่ลองติดตั้งใข้งานดูเบื้องต้นก็พูดได้เต็มปากว่า สำหรับคนที่ใช้ WordPress ควรติดตั้งใข้งานกันเลยละครับ ยิ่งสำหรับคนที่ไม่ค่อยคุ้นเคย หรือไม่ถนัดกับการเข้าไปอ่านข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลในรีพอร์ทอย่าง Google Search Console หรือ Google Analytics แล้ว ยิ่งเหมาะมาก เพราะปลั๊กอินตัวนี้จะสรุปข้อมูลสำคัญออกมาให้อ่านเป็นแดชบอร์ดที่เข้าใจได้ง่าย และสามารถดูได้โดยตรงผ่าน WordPress เลย ซึ่งถ้าใช้งานแค่ดูเบื้องต้นก็ถือว่าได้ข้อมูลที่จำเป็นมาค่อนข้างครบถ้วน ส่วนถ้าต้องการข้อมูลที่ลึกมากขึ้นก็สามารถที่จะกลับไปดูที่ Account Search Console หรือ Analytics ได้เหมือนเดิม Continue reading