รวมคำศัพท์ใหม่ทั้งหมดของ GA4 ในบทความเดียว

รวมคำศัพท์ Google Analytics เวอร์ขั่น 4 พร้อมคำอธิบายละเอียด

หลายคนที่เริ่มศึกษา GA4 อาจจะสังเกตเห็นว่า ในเวอร์ชั่นใหม่นี้มีการปรับเปลี่ยนค่อนข้างมาก ทั้งแนวคิดการเก็บข้อมูลเป็นแบบ Event Base Model การปรับเปลี่ยน UI หรือหน้าตาของการใช้งานรีพอร์ทแบบเกือบจำไม่ได้ ก็ยังมีการเพิ่มคำศัพท์ใหม่ที่เกี่ยวกับ Dimensions และ Metrics อีกเป็นจำนวนมาก สำหรับผมแล้วครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดทั้งแต่มี Google Analytics มาเลยทีเดียว และการเปลี่ยนแปลงทีเดียวพร้อมกันหลายๆ อย่างแบบนี้ ทำให้แม้แต่ผู้ที่มีประสบการณ์กับ Google Analytics มาแล้ว ยังถึงกับมึนอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะกับคำศัพท์ใหม่ๆ บทความนี้จีงรวบรวมเอาคำศัพท์ใหม่ทั้งหมดของ GA4 มาจัดกลุ่มและอธิบายความหมายกันทีละคำอย่างละเอียด เพื่อช่วยให้สามารถอ่านรีพอร์ทและวิเคราะห์ ตีความหมายกันได้อย่างถูกต้อง Continue reading

5 WHYs แนวคิดการแก้ปัญหาด้วยคำว่า “ทำไม”

แก้ป้ญหาด้วย 5why
หลายคนอาจจะพอทราบเรื่อง 5WHYs กันบ้างแล้ว แนวคิด 5WHYs คือการให้ตั้งคำถามว่า “ทำไม” 5 ครั้ง แล้วเราจะได้คำตอบที่ดีและถูกต้องที่สุด เรื่อง 5Why นั้น จริงๆ เป็นเรื่องที่ผมอยากจะเขียนมานานแล้ว และอีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับ Analytics โดยตรงอีกด้วย เพราะสิ่งที่ผมสังเกตเห็นมาเสมอเลยก็คือ หลายคนที่ใช้ Analytics ไม่ว่าจะเป็นของแบรนด์ไหนก็ตาม ก็มักจะเชื่อว่าเรามีขุมทรัพย์ข้อมูลที่จะนำมาใช้ทำงาน ทำให้ธุรกิจเติบโตได้แน่นอน แต่เอาจริงๆ แล้วก็หาเป็นเช่นนั้นไม่

ทำไม?

ตัวอย่างเช่น Google Analytics ข้อมูลที่เราได้มานั้นจะเป็นเพียงแค่ What เท่านั้น หมายความว่า เราจะรู้เพียงว่าอะไรเกิดขึ้น แต่ เราจะไม่รู้ว่า ทำไมมันถึงเกิดขึ้น และนี่ก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่คนใช้งาน Analytics บางส่วนไม่สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้จริงๆ เพราะไม่รู้ว่า ‘ทำไม’ ตัวเลขนั้น ตัวเลขนี้ ถึงไม่ดีอย่างที่ต้องการ

Continue reading

GA4 เลิกใช้ Bounce Rate แล้ว แล้วจะใช้อะไรแทนกันดี

bounce-rate-หายไป-GA4

คนที่ใช้ Google Analytics ทั้งมือใหม่และมือเก่าคงรู้จัก Bounce Rate กันเป็นอย่างดี (ส่วนจะเข้าใจผิดหรือเข้าใจถูกก็อีกนึงนะครับ) ค่า Bounce Rate นี้จัดเป็นตัวเลขยอดนิยมที่ผมมักจะเห็นทุกคนกำหนดเป็น KPI และใส่ไว้ใน Weekly และ Monthly Report สำหรับใช้พรีเซนต์ในที่ประชุมกันเสมอ ทั้งๆ ที่เลขนี้ไม่ใช่ค่าที่ดีและเหมาะสมเท่าไรนักที่จะเอามาใช้ทำงานกัน ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ ใครที่กำลังทดลองใช้ GA4 จะหาค่า Bounce Rate ไม่เจอแล้ว เพราะ Google Analytics เวอร์ชั่น 4 จะไม่มีค่านี้อีกต่อไป !!! แต่ก็จะมีค่าที่ดีกว่ามาให้ใช้แทน

Bounce Rate คืออะไร

เรื่องที่ต้องเข้าใจก่อนคือ Bounce เกิดขึ้นได้อย่างไร Bounce โดยค่าดีฟอลต์เกิดจากการเข้าดูเว็บไซต์เพียง 1 หน้าเท่านั้น แล้วก็ออกจากเว็บไซต์ไป ย้ำตรงนี้เรื่องที่ย้ำอยู่เสมอก็คือ Bounce ไม่ได้เกิดจากการเข้าเว็บไซต์แล้วออกทันทีหรืออยู่ไม่เกิน X วินาทีอย่างที่หลายคนเข้าใจผิดกันอยู่​ (เรื่อง Bounce Rate สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากที่ผมเคยเขียนไว้แล้ว เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับการนับ Session และ Bounce ใน Google Analytics) วิธีการคำนวน Bounce Rate ก็จะคำนวนโดยการนำ Bounce Sesssion มาหารด้วยจำนวน Session ทั้งหมด เราก็จะได้ค่า Bounce Rate เป็น % ที่เราเห็นกันมาตลอด

ทำไม GA4 ถึงเลิกใช้ Bounce Rate

นั่นเป็นเพราะ Bounce Rate เป็นค่าที่ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไรนัก และไม่ได้บ่งบอกถึง Engagement ของคนที่เข้ามาในเว็บไซต์จริงๆ ให้ลองนึกถึงเวลาที่ทุกคนอ่านบทความจำพวกข่าว หรือ Blog ของ Google Analytics Thailand นี่ก็ได้ครับ คนส่วนใหญ่ก็มักจะอ่านบทความจนจบสมบูรณ์แล้วก็ออกจะเว็บไซต์กลับไปไถ Facebook ต่อเป็นต้น การเข้ามาอ่านบทความแล้วออกแบบนี้ก็จะกลายเป็น Bounce ทันที ทั้งที่ Session นี้เป็น Session ที่มี Engagement เห็นด้วยไหมครับ นี่แหละครับปัญหาของ Bounce Rate ที่ทำให้เราตีความผิดพลาดได้

อีกประเด็นหนึ่งที่ GA4 เอา Bounce Rate ออกไปนั้นเป็นเพราะ GA4 ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บข้อมูลรวมทั้ง Web และ App และเพื่อการอ่านรีพอร์ทที่ต่อเนื่องและเป็นแบบเดียวกันก็ไม่น่าแปลกใจที่ Bounce Rate จะไม่สามารถไปต่อ เพราะในส่วนของ App นั้นจะไม่มีค่านี้

GA4 ใช้อะไรแทน Bounce Rate

GA4 เปลี่ยนแนวคิดจาก Bounce Session มาเป็น “Engaged Session” แทน ซึ่งอย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ว่า Session ที่ Bounce นั้นก็มี Session ที่ Engage รวมอยู่ด้วย ดังนั้นมันคงดีกว่าแน่นอนถ้า GA4 สามารถแยก Session ที่มีการ engage ออกมาเป็นตัวเลขอย่างชัดเจน โอ้ววว ดีจริงๆ ว่าไหมครับ 🙂 ว่าแต่ GA4 มีวิธีการนับ Session อย่างไร ว่า Session ไหนที่ถือว่ามีการ Engaged

GA4 มีวิธีการนับ Engaged Session อย่างไร

การที่ Session ใดจะจัดเป็น Engaged Session นั้นจะต้องมีเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งจาก 3 ข้อนี้

  1. มีการแอคทีฟกับหน้าเว็บไซต์ที่เปิดค้างไว้อย่างน้อยเป็นเวลา 10 วินาที ในกรณีที่ Minimize หน้าจอ Browser ลงไปก่อน 10 วินาที แบบนี้ก็จะไม่นับ
  2. มีการดู Screen View หรือ Pageview อย่างน้อย 2 หน้า
  3. มีการเกิด Conversion Event สำหรับกรณีนี้อธิบายยากสักหน่อยสำหรับตอนนี้ เพราะเป็นส่ิงที่เราต้องเซ็ตใน GA4 มาก่อน

เมทริคใหม่ที่ถูกนำมาใช้แทน Bounce Rate

พอ GA4 เปลี่ยนแนวคิดมาใช้ Engaged Session แทน Bounce Session แล้ว เมทริคใหม่ที่มาแทนจะมีดังนี้

  1. Engagement Rate = (Engaged Sessions) / (Total Sessions)
    สำหรับผมแล้ว ตัวนี้เป็นเมทริคหลักที่จะใช้ทดแทน Bounce Rate โดยตรง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าค่านี้ให้ความหมายที่ดีกว่าจริงๆ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพเช่น หากมีการเข้าใช้งานเว็บไซต์ 100 Sessions แต่มี Session ที่เป็น Bounce อยู่ 50 Sessions (Session ที่ดูเว็บไซต์เพียงหน้าเดียวโดยค่าดีฟอลต์) ค่า Bounce Rate จะเป็น 50% แต่อย่างที่ได้กล่าวไปก่อนหน้าว่า Bounce Session นั้นจะมีบางส่วนที่อ่านหน้าเว็บไซต์นั้นจนจบ หมายความว่ามีการ Engage จริงและคงต้องอยู่เกิน 10 วินาทีแน่นอน สมมุติเอาว่า มี 20 Sessions จาก 50 Sessions ที่เป็น Bounce แต่มีการ Engaged จริงตามเงื่อนไขของ GA4 แบบนี้ก็เท่ากับว่าทั้งหมด 100 Sessions มี Engaged Sessions ทั้งหมด 70 Sessions ดังนั้นค่า Engagement Rate ก็จะเป็น 70% ซึ่งเป็นค่าที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับการวิเคราะห์ใช้งานกว่าจริงไหมครับ:)
  2. Engaged Sessions per User = (engaged sessions) / (users)
    ค่านี้แปลความหมายตรงตัวเลยครับ เป็นค่าที่บอกว่า  User 1 User มีจำนวน Engaged Sessions โดยเฉลี่ยเท่าไร
  3. Average Engagement Time = sum(engagement time) / (Total Sessions)
    ค่านี้ฟังดูคล้ายๆ กับ Average Session Duration ที่เราคุ้นเคยกันกับ GA เวอร์ชั่นปัจจุบัน แต่ถ้าลงในรายละเอียดแล้ว ค่า Average Engagement Time นั้นจะมีความถูกต้องแม่นยำกว่ามากๆ เพราะ GA4 นั้นมีการบันทึกค่า Engagement Time ที่ค่อนข้างละเอียด(ไว้มีโอกาสจะเขียนลงรายละเอียดให้อีกทีครับ) และถ้าใครเคยเรียนคอร์ส Intensive Google Analytics จะทราบดีว่าค่า Average Session Duration นั้นมีค่าความคลาดเคลื่อนสูงมาก และที่ผ่านมาเราก็กำลังอ่านค่าที่ไม่ถูกต้องกันอยู่

แชนแนลรีพอร์ทใน GA4

ตัวอย่างภาพด้านบนนี้เป็น Traffic Acquisition Report ใน GA4 ของเว็บ Google Analytics Thailand ที่ผมติดตั้ง GA4 ไว้ตอนที่ยังชื่อ App and Web Property สังเกตว่าค่าดีฟอล์ตเมทริคจะมีของเดิมแค่บางส่วนคือ จำนวน Users, Sessions, Conversion และ Revenue ที่เหลือเป็นเมทริคใหม่ทั้งหมด รวมถึงเมทริคที่มาแทน Bounce Rate ทั้ง 3 ตัวที่กล่าวมาแล้วคือ Engaged Sessions, Average Engagement Time per Session, Engagement Rate เป็นต้น

ถึงเวลาที่ควรเปลี่ยนไปใช้ GA4 หรือยัง?

เป็นคำถามที่ผมได้รับบ่อยมากในช่วงนี้ ต้องบอกว่ายังไม่ใช่เวลาที่นำมาใช้ทดแทนทันที แต่เป็นเวลาที่ควรเริ่มต้นติดตั้งและศึกษาใช้งานควบคู่ไปกับเวอร์ชั่นเดิมก่อน เนื่องจากเหตุผลหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นฟังชั่นฟีเจอร์ที่ยังไม่สมบูรณ์ ปัญหาการใช้งานที่ยังถูกรีพอร์ทอยู่เป็นระยะ ปัญหาหนึ่งที่ผมเจอเองในการทดสอบก็คือ การติด UTM tagging นั้นเมื่อ GA4 บันทึกยังมีการบันทึกผิดพลาดหรือบันทึกไม่ได้อยู่ ซึ่งก็พบว่าเป็นปัญหาที่ถูกถามในฟอรั่มของ Google Analytics ในต่างประเทศด้วยเช่นกัน และก็ยังไม่มีคำตอบ และประเด็นหลักที่เราคงยังต้องใช้งานเวอร์ชั่นเดิมต่อไปก่อนเป็นเพราะว่า เมื่อเราสร้างบัญชี GA4 นั้นข้อมูลจะเพิ่งเริ่มมีการเก็บ หมายความว่าเราจะไม่สามารถทำรีพอร์ทจำพวก YOY (Year on Year) ได้ ถ้าจะไปเทียบกับ GA เวอร์ชั่นเดิม หลายเมทริคก็ไม่เหมือนเดิมแล้วทั้งชื่อเมทริคและวิธีการเก็บข้อมูลกันคนละแบบ เปรียบเทียบกันก็จะมีความไม่ถูกต้อง และสุดท้ายเว็บไซต์ที่ทำ tracking ไว้เยอะๆ ไม่ว่าจะเป็น Event Tracking, Ecommerce Tracking นั้น ถ้าจะทำกับ GA4 ให้ครบตามเดิมทุกอย่างนั้น แน่นอนว่าใช้เวลาไม่น้อยทีเดียว ระหว่างนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ยังต้องใช้ของเดิมควบคู่ไปกับการเรียนรู้ของใหม่อย่างน้อยอีก 1 ปี เอาไว้ผมจะทยอยเขียนบทความอัพเดท GA4 ให้ทุกคนเรียนรู้กันไปเรื่อยๆ นะครับ 🙂

Happy Analytics!
เพิ่มเพื่อน
ไม่พลาดทุกบทความ แอดเฟรนด์ LINE : @pornthep
สนใจคอร์สเรียน Google Analytics อ่านรายละเอียด

Direct Traffic คืออะไร เรื่องยากที่หลายคนคิดว่าง่าย

direct-traffic-google-analytics

ทุกคนที่ใช้ Google Analytics คงจะรู้จักคำว่า Direct Traffic หรือ Traffic Channel ที่ชื่อว่า Direct กันเป็นอย่างดีแล้ว แต่รู้จักก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเข้าใจมันอย่างถูกต้องนะครับ ความหมายหนึ่งที่หลายคนจดจำ และถูกถ่ายทอดต่อกันไปนั่นก็คือ “Direct Traffic เป็นทราฟฟิคที่เกิดจากการพิมพ์ URL เข้ามาโดยตรง” ซึ่งถ้าว่ากันตามรายละเอียดแล้วยังถือว่าเป็นความหมายที่ยังไม่ถูกต้อง พอเข้าใจกันประมาณนี้ ปัญหาที่ตามมาก็คือ การวิเคราะห์และตีความหมายที่ผิดพลาด เช่น พอ Direct Traffic เติบโตขึ้น ก็อาจจะคิดว่า Brand Awareness ดี หรือยูสเซอร์มี Loyalty สูงทำนองนั้น ดังนั้นบทความนี้จะพามาทำความเข้าใจ Direct Traffic ให้ถูกต้องกันจริงๆ Continue reading

Http และ Https มีผลอย่างไรกับการเก็บข้อมูลของ Google Analytics

referral and direct traffic

แม้คำว่า Https อาจเป็นศัพท์ที่ดูจะเทคนิคอลเสียหน่อยสำหรับนักการตลาดทั่วไปที่ไม่ใช่ dev แต่คำนี้ก็น่าจะเป็นคำที่หลายคนคงเริ่มรู้จักและคุ้นเคยกันมากขึ้นบ้างแล้ว เพราะน่าจะได้ยินได้ฟังกันมาพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อสองสามปีก่อนที่มีข่าวจาก Google ว่าใครไม่เปลี่ยนไปใช้เว็บไซต์แบบ Https นั้น Google Chrome จะขึ้นคำว่า Not Secure บน URL bar ซึ่งทุกวันนี้เราก็คงจะได้เห็นกันแล้วบน URL bar เมื่อเข้าเว็บไซต์ที่ไม่ใช่ Https

ถามว่าแล้วถ้ายังไม่ได้ใช้ Https จะเป็นอะไรไหม ถ้ามองในมุมการใช้งานของยูสเซอร์ที่เข้ามาในเว็บนั้นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ทุกอย่างยูสเซอร์ก็ยังสามารถใช้งานได้ปกติ เพียงแต่จะเห็นคำว่า Not Secure แสดงอย่างชัดเจนที่ URL bar ซึ่งก็คงจะดูไม่ดีเท่าไรนัก ในช่วงนั้น หลายๆ เว็บที่ยังเป็น Http จึงเริ่มมีการเปลี่ยนไปใช้ Https กัน ซึ่งการเปลี่ยนไปใช้ Https นั้นมีข้อดีอื่นๆ ด้วย และอย่างที่หลายคนทราบกันว่า Https นั้นเป็นปัจจัยหนึ่งใน Ranking Factor ของ Google มานานแล้ว รวมถึงเมื่อไม่นานก็ยังมีการย้ำเรื่องนี้ในตอนที่ประกาศเรื่อง “Core Web Vitals” ที่เป็นปัจจัยการจัดอันดับใหม่ล่าสุดที่รวมเอา Https เข้ามาด้วยโดยเรียกรวมกันว่า “Page Experience” ดังนั้นก็เปลี่ยนเป็น Https กันเถอะครับ Continue reading