
5 WHYs แนวคิดการแก้ปัญหาด้วยคำว่า “ทำไม”



คนที่ใช้ Google Analytics ทั้งมือใหม่และมือเก่าคงรู้จัก Bounce Rate กันเป็นอย่างดี (ส่วนจะเข้าใจผิดหรือเข้าใจถูกก็อีกนึงนะครับ) ค่า Bounce Rate นี้จัดเป็นตัวเลขยอดนิยมที่ผมมักจะเห็นทุกคนกำหนดเป็น KPI และใส่ไว้ใน Weekly และ Monthly Report สำหรับใช้พรีเซนต์ในที่ประชุมกันเสมอ ทั้งๆ ที่เลขนี้ไม่ใช่ค่าที่ดีและเหมาะสมเท่าไรนักที่จะเอามาใช้ทำงานกัน ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ ใครที่กำลังทดลองใช้ GA4 จะหาค่า Bounce Rate ไม่เจอแล้ว เพราะ Google Analytics เวอร์ชั่น 4 จะไม่มีค่านี้อีกต่อไป !!! แต่ก็จะมีค่าที่ดีกว่ามาให้ใช้แทน
เรื่องที่ต้องเข้าใจก่อนคือ Bounce เกิดขึ้นได้อย่างไร Bounce โดยค่าดีฟอลต์เกิดจากการเข้าดูเว็บไซต์เพียง 1 หน้าเท่านั้น แล้วก็ออกจากเว็บไซต์ไป ย้ำตรงนี้เรื่องที่ย้ำอยู่เสมอก็คือ Bounce ไม่ได้เกิดจากการเข้าเว็บไซต์แล้วออกทันทีหรืออยู่ไม่เกิน X วินาทีอย่างที่หลายคนเข้าใจผิดกันอยู่ (เรื่อง Bounce Rate สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากที่ผมเคยเขียนไว้แล้ว เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับการนับ Session และ Bounce ใน Google Analytics) วิธีการคำนวน Bounce Rate ก็จะคำนวนโดยการนำ Bounce Sesssion มาหารด้วยจำนวน Session ทั้งหมด เราก็จะได้ค่า Bounce Rate เป็น % ที่เราเห็นกันมาตลอด
นั่นเป็นเพราะ Bounce Rate เป็นค่าที่ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไรนัก และไม่ได้บ่งบอกถึง Engagement ของคนที่เข้ามาในเว็บไซต์จริงๆ ให้ลองนึกถึงเวลาที่ทุกคนอ่านบทความจำพวกข่าว หรือ Blog ของ Google Analytics Thailand นี่ก็ได้ครับ คนส่วนใหญ่ก็มักจะอ่านบทความจนจบสมบูรณ์แล้วก็ออกจะเว็บไซต์กลับไปไถ Facebook ต่อเป็นต้น การเข้ามาอ่านบทความแล้วออกแบบนี้ก็จะกลายเป็น Bounce ทันที ทั้งที่ Session นี้เป็น Session ที่มี Engagement เห็นด้วยไหมครับ นี่แหละครับปัญหาของ Bounce Rate ที่ทำให้เราตีความผิดพลาดได้
อีกประเด็นหนึ่งที่ GA4 เอา Bounce Rate ออกไปนั้นเป็นเพราะ GA4 ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บข้อมูลรวมทั้ง Web และ App และเพื่อการอ่านรีพอร์ทที่ต่อเนื่องและเป็นแบบเดียวกันก็ไม่น่าแปลกใจที่ Bounce Rate จะไม่สามารถไปต่อ เพราะในส่วนของ App นั้นจะไม่มีค่านี้
GA4 เปลี่ยนแนวคิดจาก Bounce Session มาเป็น “Engaged Session” แทน ซึ่งอย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ว่า Session ที่ Bounce นั้นก็มี Session ที่ Engage รวมอยู่ด้วย ดังนั้นมันคงดีกว่าแน่นอนถ้า GA4 สามารถแยก Session ที่มีการ engage ออกมาเป็นตัวเลขอย่างชัดเจน โอ้ววว ดีจริงๆ ว่าไหมครับ 🙂 ว่าแต่ GA4 มีวิธีการนับ Session อย่างไร ว่า Session ไหนที่ถือว่ามีการ Engaged
การที่ Session ใดจะจัดเป็น Engaged Session นั้นจะต้องมีเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งจาก 3 ข้อนี้
พอ GA4 เปลี่ยนแนวคิดมาใช้ Engaged Session แทน Bounce Session แล้ว เมทริคใหม่ที่มาแทนจะมีดังนี้

ตัวอย่างภาพด้านบนนี้เป็น Traffic Acquisition Report ใน GA4 ของเว็บ Google Analytics Thailand ที่ผมติดตั้ง GA4 ไว้ตอนที่ยังชื่อ App and Web Property สังเกตว่าค่าดีฟอล์ตเมทริคจะมีของเดิมแค่บางส่วนคือ จำนวน Users, Sessions, Conversion และ Revenue ที่เหลือเป็นเมทริคใหม่ทั้งหมด รวมถึงเมทริคที่มาแทน Bounce Rate ทั้ง 3 ตัวที่กล่าวมาแล้วคือ Engaged Sessions, Average Engagement Time per Session, Engagement Rate เป็นต้น
เป็นคำถามที่ผมได้รับบ่อยมากในช่วงนี้ ต้องบอกว่ายังไม่ใช่เวลาที่นำมาใช้ทดแทนทันที แต่เป็นเวลาที่ควรเริ่มต้นติดตั้งและศึกษาใช้งานควบคู่ไปกับเวอร์ชั่นเดิมก่อน เนื่องจากเหตุผลหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นฟังชั่นฟีเจอร์ที่ยังไม่สมบูรณ์ ปัญหาการใช้งานที่ยังถูกรีพอร์ทอยู่เป็นระยะ ปัญหาหนึ่งที่ผมเจอเองในการทดสอบก็คือ การติด UTM tagging นั้นเมื่อ GA4 บันทึกยังมีการบันทึกผิดพลาดหรือบันทึกไม่ได้อยู่ ซึ่งก็พบว่าเป็นปัญหาที่ถูกถามในฟอรั่มของ Google Analytics ในต่างประเทศด้วยเช่นกัน และก็ยังไม่มีคำตอบ และประเด็นหลักที่เราคงยังต้องใช้งานเวอร์ชั่นเดิมต่อไปก่อนเป็นเพราะว่า เมื่อเราสร้างบัญชี GA4 นั้นข้อมูลจะเพิ่งเริ่มมีการเก็บ หมายความว่าเราจะไม่สามารถทำรีพอร์ทจำพวก YOY (Year on Year) ได้ ถ้าจะไปเทียบกับ GA เวอร์ชั่นเดิม หลายเมทริคก็ไม่เหมือนเดิมแล้วทั้งชื่อเมทริคและวิธีการเก็บข้อมูลกันคนละแบบ เปรียบเทียบกันก็จะมีความไม่ถูกต้อง และสุดท้ายเว็บไซต์ที่ทำ tracking ไว้เยอะๆ ไม่ว่าจะเป็น Event Tracking, Ecommerce Tracking นั้น ถ้าจะทำกับ GA4 ให้ครบตามเดิมทุกอย่างนั้น แน่นอนว่าใช้เวลาไม่น้อยทีเดียว ระหว่างนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ยังต้องใช้ของเดิมควบคู่ไปกับการเรียนรู้ของใหม่อย่างน้อยอีก 1 ปี เอาไว้ผมจะทยอยเขียนบทความอัพเดท GA4 ให้ทุกคนเรียนรู้กันไปเรื่อยๆ นะครับ 🙂
สนใจเรียน GA4 1-day crash course ติดต่อได้ที่ LINE: @pornthep
![]()
ไม่พลาดทุกบทความ แอดเฟรนด์ LINE : @pornthep

ต้องยอมรับว่า LINE Official Account นั้นเป็นหนึ่งในช่องทางทางการตลาดที่แบรนด์ส่วนใหญ่มีกันหมดแล้ว และถือเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับใช้ในการทำ CRM เพื่อรักษาฐานลูกค้าเอาไว้ แต่จุดหนึ่งที่หลายคนโดยเฉพาะแบรนด์เล็กๆ หรือ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นใช้ LINE OA มักจะไปต่อได้ยากก็คือ ฐานผู้ติดตามมีจำนวนน้อยมาก การจะบรอดแคสท์ออกไปก็ถึงคนเพียงไม่กี่คน หรือไม่ก็บรอดแคสท์ไม่ได้เลยเนื่องจากจำนวน Follower น้อยระดับหลักสิบ
อย่างไรก็ตามต่อให้มี Follower มากขึ้นระดับหลักร้อยหลักพัน แต่การบรอดแคสท์ก็จะไปได้ถึงจำนวนคนเท่าที่ติดตามเราเท่านั้น ดังนั้นคำถามและปัญหาหลักๆ ของแบรนด์ที่เพิ่งเริ่มต้นใช้งาน LINE ก็คือ
คำตอบนั้นก็คือ การซื้อโฆษณาบน LINE Ad Platform และถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้ การจะซื้อโฆษณาก็ต้องติดต่อผ่าน Agency เท่านั้น ซึ่งคนที่เคยซื้อโฆษณาเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Google Ads หรือ Facebook Ads อาจจะรู้สึกอยากที่จะทำเองมากกว่า (ว่ากันตามตรง เดี๋ยวนี้ผมเห็นแบรนด์เล็กๆ หรือ SME เข้าใจและซื้อโฆษณาเองได้เก่งมากๆ) ซึ่งตอนนี้ทาง LINE ก็มีระบบการซื้อโฆษณาแบบ Self-Serve ผ่านทาง LAP (หรือ LINE Ad Platform) แล้ว ดังนั้นทุกคนสามารถที่จะซื้อโฆษณาเพื่อเข้าถึงคนที่ใช้งาน LINE 47 ล้านคนในประเทศไทยได้เองโดยไม่ต้องผ่านเอเจนซี่อีกต่อไป อย่างนี้ก็น่าจะทำให้กลุ่ม SME และแบรนด์ต่างๆ ที่เข้าใจเรื่องการซื้อโฆษณา สนใจใช้งานกันมากขึ้นอย่างแน่นอน Continue reading

จริงๆ เรื่องนี้คนที่มีประสบการณ์กับ Google Analytics มาพอสมควรน่าจะพอตอบได้ว่า ทำไมอยู่ดีๆ วันหนึ่ง Pageviews ก็หายไปเกือบครึ่งหนึ่ง ส่วน Bounce Rate ก็สูงขึ้นแบบน่าตกใจ จะว่าไปแล้วกรณีนี้ถือเป็นปัญหา ซึ่งจริงๆ ควรเรียกว่า “ความผิดพลาด” มากกว่า และก็ถือเป็นกรณีศึกษาพื้นฐานที่ทุกคนที่ใช้งาน Universal Google Analytics ควรจะต้องเข้าใจกันไว้ เพราเผื่อว่าวันหนึ่งอาจจะต้องเจอเหตุการณ์นี้กับตัวเอง จะได้รู้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร
จากภาพตัวอย่างที่ผมแคปมาให้ดูนั้น จะเห็นว่าเส้นสีน้ำเงินที่เป็นเส้นแสดงจำนวน Pageviews นั้น อยู่ดีๆ ก็ตกไปครึ่งหนึ่ง ส่วนเส้นสีฟ้าที่แสดงค่า Bounce Rate นั้นสูงขึ้นแบบน่าตกใจคือ จากประมาณ 15% เป็น 70% กรณีศึกษานี้เป็นเคสจริงที่ผมเจอบ่อยมาก และภาพนี้ก็มาจาก 1 ในเคสที่เจอ ถ้ามองอย่างผิวเผินเหตุการณ์เช่นนี้มักจะทำให้แบรนด์หรือคนที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์นี้เกิดความกังวลสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น จะแก้ไขอย่างไร จะหาคำตอบเหตุผลไปอธิบายในที่ประชุมอย่างไร เพราะค่าสองค่านี้มักจะถูกนำไปใส่ในรีพอร์ตเพื่อพรีเซนต์ และใช้เป็น KPIs กันอยู่ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้เป็น KPI กันแล้วนะครับ เหตุผลผมเขียนอธิบายไว้ตอนท้ายบทความนี้แล้ว Continue reading

สำหรับคนที่ใช้ Google Analytics มานานกว่า 10 ปีจะทราบดีว่า Google Analytics มาการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอัพเดทเวอร์ชั่นมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเท่าที่ผ่านมานั้น 3 เวอร์ชั่นแรกการเปลี่ยนแปลงนั้นจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือ แต่สำหรับเวอร์ชั่นที่ 4 นี้ หรือ Google เรียกเป็นทางการว่า GA4 (เปลี่ยนชื่อจาก App and Web Property ที่เปิดให้ทดลองใช้มาประมาณปีหนึ่ง) นั้นถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกับ User Interface และรีพอร์ทต่างๆ เรียกว่าเกือบจะต้องเรียนรู้ใหม่กันเลยทีเดียว ไม่นับเรื่องรายละเอียดทางเทคนิคอลซึ่งขออนุญาติยังไม่กล่าวถึงในตอนนี้นะครับ ผมเองขอดูรายละเอียดแบบลงดีเทลอีกสักพัก Continue reading